วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โทษของการไม่รับประทานอาหารเช้า



        หลายๆคนเชือว่าการไม่ทานอาหารเช้าไม่มีผลเสียอะไร ซึ่งไม่ถูกต้องเลย เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นมีผลเสียต่อสุขภาพทำให้มีความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงต่­างๆตามมาเยอะมาก หากอยากได้ทางเลือกอาหารเช้าที่ดี ดูได้ที่ http://hbl.tyhthailand.com เป็นอาหารทดแทนระดับเซลล์ที่ดีมากๆ

แท็ก:
ที่มา :  http://www.youtube.com/user/oran1T

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มาป้องกันแผลกดทับกันเถอะ

แผลกดทับ (pressure sore) แผลกดทับเป็นปัญหาที่พบได้บ่ยในผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยเจ็บหนักที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือในผู้ป่วยที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอัมพาตเนื่องจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง หรือหลอดเลือดสมองแตก ตีบตัน
เมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นแล้วต้องเสียเวลารักษานาน เสียทั้งเศรษฐกิจและแรงงาน และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น ติดเชื้อลุกลาม ทำให้โรคเดิมยิ่งเลวลง ฉะนั้นการป้องกันจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

สภาวะที่ทำให้มีโอกาสเกิดแผลกดทับ
  1. อัมพาต
  2. แรงถูไถ
  3. สภาวะโลหิตจาง
  4. สูงอายุ
  5. สภาวะติดเชื้อ
  6. สภาวะหมดสติ
  7. ความชื้นจากเหงื่อ ปัสสาวะ หรือ อุจจาระทำให้เกิดการเปื่อยของผิวหนัง
  8. ขาดสารอาหาร , โปรตีนในร่างกายต่ำ
จะเห็นได้ว่าสภาวะที่เป็นสาเหตุของการเกิดแผลกดทับนั้นมีมากมายซึ่งก่อให้เกิดแรงกดที่กระทำต่อเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด ผลที่ตามมาคือเนื้อเยื่อขาดอาหาร และไม่สามารถขับของเสียในเซลล์ออกได้ เนื้อเยื่อจึงเสียและตายในที่สุด เกิดเป็นแผลกดทับขึ้น การเกิดรอยช้ำที่มองเห็นภายนอกแล้วไม่หายไป เมื่อลูบเบา ๆ แสดงถึงได้มีการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง

อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ

แผลกดทับมักขึ้นตามตำแหน่งที่มีปุ่มกรดูกและอยู่ชิดกับผิวหนัง เมื่อถูกกดทับอยู่เสมอหรือเป็นเวลานานก็จะเกิดแผลกดทับขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่าทางของผู้นั้น แผลกดทับมักเกิดบริเวณต่อไปนี้
  • กระดูกก้นกบ
  • สะโพก
  • ตาตุ่ม
  • ส้นเท้า

การป้องกันการเกิดแผลกดทับ

การป้องกันแผลกดทับสามารถทำได้เมื่อผู้ป่วยและผู้มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยได้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดแผลกดทับรวมถึงวิธีป้องกันที่ถูกต้อง
วัตถุประสงค์ของการป้องกัน
  • เพื่อบรรเทาการเกิดแรงกดทับและส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหว
  • เพื่อกระตุ้นระบบการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น
  • เพื่อรักษาผิวหนังให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ
วิธีการป้องกัน
  1. ลดแรงกดทับทั้งในขณะที่อยู่บนเตียง , นั่ง หรือ ยืน โดยการเปลี่ยนท่าหรือพลิกตะแคงตัวสลับข้างอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง
  2. ใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ใช้ที่นอนฟองน้ำหรือที่นอนลมปูทับบนที่นอน
  3. สำรวจดูผิวหนังโดยเฉพาะตามปุ่มกระดูกต่าง ๆ ของร่างกายทุกวัน
  4. รักษาความสะอาดของร่างกายโดยทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อน และดูแลรักษาผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น
  5. ดูแลให้ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“มะรุม” พืชสมุนไพร แต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ”
ชี้ทานเป็นอาหารได้...ปลอดภัยไม่อันตราย
กระแสรักสุขภาพยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก ประชากรไม่น้อยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น และยังคงมีวี่แววว่าจะสนใจไปอย่างนี้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหน ฮิตอะไร แต่ที่แน่ๆ และยังคงยืนพื้นในความนิยมของคนส่วนใหญ่ ยังคงเป็น สมุนไพรโดยในขณะนี้ เทรนด์ได้มาหยุดอยู่ที่ผักพื้นบ้าน เจ้าของนาม มะรุม
มะรุม เป็นพืชพื้นบ้านที่มีทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำให้มีการเรียกชื่อมะรุมแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คำว่ามะรุมนี้ เป็นคำเรียกขานของคนภาคกลาง ในขณะที่ฝั่งอีสานบ้านเฮาเอิ้นว่า ผักอีฮุม หรือ บักฮุ้ม ส่วนหมู่เฮาจาวเหนืออู้ว่า บะค้อนก้อม ส่วนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก กาแน้งเดิง ด้านชายขอบจังหวัดแม่ฮ่องสอนกลับให้ชื่อแก่มันอย่างชวนให้ลิ้มรสว่า ผักเนื้อไก่
ครัวไทยแต่โบราณนำมะรุมมาปรุงเป็นอาหารหลากรสหลายตำรับ ในขณะที่ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยก็นำแทบทุกส่วนของมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ฝัก เมล็ด เปลือก ราก ฝัก ฯลฯ โดยสรรพคุณทางสมุนไพรในแต่ละส่วนก็มีต่างๆ กันไป
ปัจจุบันขณะนี้ ได้มีการโฆษณาสรรพคุณของมะรุมอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่าช่วยต้านมะเร็ง ช่วยรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสุขภาพ และสรรพคุณอื่นๆ อีกร้อยแปดพันประการ ทำให้แวดวงผู้รักสุขภาพทั้งหลายตื่นตัวและตื่นเต้นอีกครั้งกับสมุนไพรที่ดูเหมือนว่าจะ มหัศจรรย์ ชนิดนี้ ไม่ต่างกับปรากฏการณ์กระชายดำและยอ ที่บูมเปรี้ยงปร้างช่วงก่อนหน้านี้ และก็เลือนหายไปกับสายลมแล้ว
และล่าสุด กระแสมะรุมฟีเวอร์ ได้แพร่ระบาดจนกระทั่งบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ผลิต แคปซูลมะรุม ออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก แต่อยากได้คุณประโยชน์ด้านสมุนไพร รวมถึงผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาบำรุงสุขภาพ แต่อยากได้อาหารเสริมเพื่อเป็นการบำรุงทางลัด
ภญ.สุภาพร ปิติพร แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลที่ใช้แนวการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยเป็นหลัก กล่าวถึงคุณสมบัติของมะรุมว่า มะรุมเป็นผักที่มีสารอาหารเกือบครบ วิตามินเอสูง มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับเยาวชนที่ขาดอาหารในพื้นที่กันดาร โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี เช่น เยาวชนในประเทศเอธิโอเปีย รวมถึงในพื้นที่ที่เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม การบริโภคมะรุม ประชาชนต้องเข้าใจก่อนว่ามะรุมไม่ได้รักษาโรคได้สารพัดโรค ไม่ใช่ยามหัศจรรย์ หากคือผักพื้นบ้านที่คนไทยใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารมาหลายรุ่นแล้ว ไม่ใช่ยาวิเศษอย่างที่กระแสสังคมเข้าใจ
มะรุมมีฤทธิ์ร้อน ก็พอจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต แล้วก็มีความเชื่อว่ามันช่วยเรื่องเบาหวานกับความดันโลหิตสูง ในส่วนตรงนี้ต้องพิสูจน์วิจัยกันต่อไป แต่ที่ห่วงก็คือ หากคนเข้าใจว่ามันเป็นยา ไม่ใช่พืชผัก และรับประทานมันในฐานะยารักษาโรค คนจะไม่รับประทานยาแผนปัจจุบันที่ผลิตออกมาเพื่อรักษาโรคนั้นๆ โดยตรง
ภญ.สุภาพร กล่าวต่อไปอีกว่า การบริโภคมะรุมนั้น อยากให้ประชาชนเข้าใจว่ามันคือผักพื้นบ้าน อยากให้บริโภคอย่างเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วมะรุมก็ไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทั้งหมด เพราะในตัวมันก็เป็นพิษด้วยเหมือนกัน
อย่างที่บอกมะรุมเป็นพืชร้อน หากสตรีมีครรภ์รับประทานอาจจะทำให้แท้งได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเลือดก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย รวมถึงคนเป็นโรคเกาต์ ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากมะรุมมีโปรตีนสูง
อย่างไรก็ตาม เภสัชกรแห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ำว่า ไม่ใช่การบริโภคมะรุมเป็นของไม่ปลอดภัย เพราะคนไทยแต่โบร่ำโบราณก็นำมะรุมมาประกอบอาหารในฐานะพืชผักท้องถิ่น แต่สำหรับผู้ที่คิดเสริมสุขภาพทางลัดด้วยการไปซื้อมะรุมสกัดเป็นเม็ดแคปซูลมารับประทานนั้น อยากให้ระมัดระวังสักนิด เพราะมะรุมสกัดยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
มะรุมรับประทานได้ในบริบทของอาหารปลอดภัย ไม่อันตราย และมีประโยชน์ตามสมควรในฤทธิ์ของสมุนไพร ที่ไม่อันตรายเพราะเราไม่ได้รับประทานทุกวัน และรับประทานในปริมาณไม่มากนัก แต่อยากจะฝากเตือนไปยังผู้ที่รักสุขภาพว่า สำหรับมะรุมสกัดที่มีอยู่มากในตลาดขณะนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง และหากจะเลือกรับประทานคงจะต้องดูกันดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาสกัดจากส่วนไหน แต่ละส่วนมีฤทธิ์และออกฤทธิ์ต่อกลไกอวัยวะในระบบต่างๆ กัน และไม่รู้ด้วยว่าที่สกัดมาจะมีสารอะไรบ้าง และมีมากน้อยแค่ไหน และใส่อะไรลงไปเพิ่มอีกบ้าง ที่สำคัญคือตอนนี้ อย. ยังไม่รับรองผลิตภัณฑ์สกัดจากมะรุม และก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏเช่นกันในกรณีของขี้เหล็ก ที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชรักษาโรคได้ผล จึงมีการผลิตเป็นขี้เหล็กสกัดบรรจุแคปซูล ซึ่งพอคนไข้รับประทานเข้าไปปรากฏว่ามีหลายรายมีอาการผิดปกติที่ตับ
เภสัชกรแห่งโรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรี ยังให้รายละเอียดถึงประสบการณ์ด้านเภสัชรักษาของมะรุมจากที่เธอได้ทำงานกับหมอพื้นบ้านต่อไปอีกด้วยว่า เนื่องจากมะรุมมีฤทธิ์ร้อน จึงมีการนำมาใช้เพื่อแก้อาการปวดเมื่อย เหน็บชา ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ในบริบทของหมอพื้นบ้านก็ใช้มะรุมในการควบคุมอาการความดันโลหิตสูง โดยนำยอดมะรุมสด นำมาโขลกคั้นน้ำผสมน้ำผึ้ง ดื่มวันละครั้ง แก้ความดันขึ้น ซึ่งหมอพื้นบ้านทางแถบไทยใหญ่ก็ใช้มะรุมคุมความดันเช่นเดียวกัน
ส่วนคนที่มีอาการเหน็บชา กินมะรุมก็ช่วยแก้ได้เหมือนกัน เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี แต่คุณสมบัติก็ไม่ได้โดดเด่นมากนัก นอกจากนี้ ดอกอ่อนของมะรุมยังช่วยป้องกันหวัด และมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ดีที่สุดคือมองมะรุมเป็นอาหาร ต้องรับประทานอย่างเข้าใจ คนเราต้องรับประทานหลากหลาย รับประทานให้ครบทุกรส เพราะอาหารที่หลากหลายจะเข้าไปบำรุงหลายกลไกในร่างกายในทุกๆ ระบบ เราต้องการอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่จากมะรุมอย่างเดียว ขออย่าให้เข้าใจผิด อย่ามองมะรุมเป็นยาวิเศษ
ในขณะที่ รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่งในประเทศไทย คาดคะเนที่มาของกระแสนิยมมะรุมว่า น่าจะมาจากต่างประเทศ ที่มีคนไข้ทดลองรับประทานแล้วปรากฏว่าร่างกายดีขึ้น จากนั้นก็มีคนนำมาทำเป็นฟอร์เวิร์ดเมลบ้าง เป็นข้อมูลลงในอินเทอร์เน็ตบ้าง ทำให้กระแสสุขภาพของมะรุมแพร่ไปในวงกว้าง จนกระทั่งเข้ามาสู่ประเทศไทยในที่สุด
จริงๆ แล้วข้อมูลมันยังไม่คอนเฟิร์มนะ เป็นกระแสนิยมแบบไฟไหม้ฟาง พอฝรั่งในอเมริกากินแล้วดี ก็มีการส่งเมล์บอกต่อๆ กัน จนเข้ามาประเทศไทย น่าจะเข้ามาทางชุมชนอโศกซึ่งนิยมบริโภคผักและอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว"
รศ.ดร.นพมาศ กล่าวต่อไปว่า เท่าที่ทราบงานวิจัยด้านมะรุมทางวิทยาศาสตร์มีค่อนข้างน้อย หากเทียบกับสมุนไพรที่อยู่ในกระแสนิยมตัวก่อนๆ นี้ และแม้ว่าจะมีบ้าง ก็อยู่ในระดับของการทดลองกับหนู และมีข้อมูลด้านลบแจ้งไว้เช่นกัน เช่น มะรุมมีโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่เกาะกันเป็นก้อน จะไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางโรค รวมถึงต่อผู้ป่วยด้วยโรคเลือดบางชนิด ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากในมะรุมมีสารบางชนิดที่เป็นพิษต่อผู้ป่วยโรคดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในมะรุมก็มีวิตามินสูง มีสรรพคุณบำรุงสายตา มีวิตามินเอ มีเบตาแคโรทีน และอาจจะมีฤทธิ์ทางเภสัชที่ช่วยด้านลดน้ำตาลได้บ้าง การเลือกใช้ต้องระมัดระวัง แต่การนำมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารนั้น ถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัย แต่ในส่วนของการเลือกจะดูแลสุขภาพแบบรวดเร็วโดยการไปซื้อมะรุมที่สกัดเป็นเม็ดเหมือนยาหรืออาหารเสริมนั้น ต้องดูให้ดีว่าส่วนใหญ่ออกฤทธิ์อย่างไร ทางที่ดีรับประทานสดเป็นอาหารจะปลอดภัยที่สุดผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรายนี้ทิ้งท้าย
ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
Update 28-05-52
อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรคไวรัสตับอักเสบ 2/2



โรคไวรัสตับอักเสบ (ต่อ)

ที่มา : http://www.youtube.com/user/AIBizTH

โรคไวรัสตับอักเสบ 1/2



โรคไวรัสตับอักเสบ

ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง อยู่บริเวณชายโครงด้านขวามาถึงลิ้นปี่ หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม มีหน้าที่สำคัญในการสร้างน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร, กรองและกำจัดสารพิษ, เป็นแหล่งสะสมธาตุเหล็ก วิตามินและเกลือแร่, สร้างสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด, เป็นแหล่งสะสมพลังงานโดยเก็บในรูปของน้ำตาล และสร้างสารที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน
ไวรัสตับอักเสบคือไวรัสที่ชอบทำอันตรายต่อเฉพาะตับเป็นหลัก โดยที่รู้จักกันดีในปัจุบันคือไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี ที่สำคัญในบ้านเราเรียงตามลำดับคือ บี ซี และ เอ โดยคาดว่าอย่างน้อยประชากรร้อยละ 5 เป็นไวรัสตับอักเสบ บีเรื้อรัง และร้อยละ 1 เป็นไวรัสตับอักเสบ ซีเรื้อรัง

การติดต่อ

ไวรัสตับอักเสบ เอ และอีจะติดต่อส่วนใหญ่จากการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม อาจอยู่ในอาหารอยู่แล้วหรือเป็นเพราะผู้ขายอาหารที่ป่วยเป็นไวรัสดังกล่าวนำมาแพร่ ส่วนไวรัสตับอักเสบ บีและซี การติดต่อหลักทางเลือด เพศสัมพันธ์ การสักตามร่างกาย เจาะหูหรืออวัยวะต่างๆการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สำหรับไวรัส บี อาจติดจากมารดาสู่ทารก แต่ปัจจุบันมีน้อยมากเพราะมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส บี ให้กับทารกเกิดใหม่ทุกราย
อาการ
ตับอักเสบเฉียบพลัน
อาการของตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสทุกชนิดเหมือนกัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกแน่นบริเวณชายโครงขวาจากการที่ตับโต ปัสสาวะมีสีเข้ม ตาเหลือง เมื่ออาการของโรคเต็มที่จะค่อยๆดีขึ้นเข้าสู่ระยะฟื้นตัวและหายพร้อมกับมีภูมิต้านทานเกิดขึ้น สำหรับไวรัสตับอักเสบ เอ และอี จะหายขาดพร้อมมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแต่สำหรับไวรัสตับอักเสบ บี ร้อยละ 5-10 และไวรัสตับอักเสบ ซี กว่าร้อยละ 80 เป็นเรื้อรัง

ตับอักเสบเรื้อรัง

ทั้งไวรัส บีและซี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการของโรค มักไม่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีอาการตัวตาเหลือง การตรวจร่างกายอาจเป็นปกติ การตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยดูการอักเสบของตับจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ทราบถึงความผิดปกติในการทำงานของตับได้ ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่มีอาการและเซลล์ตับได้รับการทำลายมากๆจะทำให้กลายป็นโรคตับแข็งในที่สุด

ตับแข็งและมะเร็งตับ

ในระยะแรกจะไม่มีอาการ อาจมีเพียงอ่อนเพลียกว่าปกติ หากมีอาการมาก จะมีอาการจากการทำงานของตับเสื่อมลง โดยผู้ป่วยส่วนมากที่มาพบแพทย์จะมาเพราะอาการแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือด เท้าบวม ท้องบวม หรืออาจเป็นมะเร็งตับ

การวินิจฉัยโรค

ตรวจการทำงานของตับ โดยหาเอ็นไซม์ที่ปล่อยออกมาจากเซลล์ตับที่อักเสบ ได้แก่ SGOT (AST) และ SGPT (ALT) ระดับปกติของเอ็นไซม์สองตัวนี้จะต่ำกว่า 40 หากสูงผิดปกติจะบ่งบอกถึงการอักเสบของตับ แพทย์จะตรวจ หลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ จากเลือด (viral markets) และอาจตรวจทางรังสีวิทยา เช่น ตรวจด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อาจช่วยในการประเมินว่ามีตับแข็งหรือก้อนผิดปกติในตับหรือไม่แต่ไม่ไวพอในการประเมินโรคตับ

การรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน จะค่อยๆทุเลาขึ้นเองเมื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารให้เพียงพอ ผู้ป่วยบางรายเข้าใจว่าการดื่มน้ำหวานในปริมาณมากๆจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะน้ำตาลจะไปเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับ และอาจทำให้ตับโตจุกแน่นกว่าปกติ
ส่วนมากผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรังจะไม่แสดงอาการ แพทย์จะประเมินว่าสมควรให้การรักษาหรือไม่ ในปัจจุบันสามารถรักษาและควบคุมโรคได้ดี
ผู้ป่วยควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น ออกกำลังกายและหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ การรับประทานยาคุมกำเนิดจะไม่ส่งผลกระทบต่ออาการของโรค และผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี สามารถตั้งครรภ์ได้

การป้องกัน

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี ที่มีประสิทธิภาพดีมากและปลอดภัย

ใครควรได้รับการตรวจหาไวรัสตับอักเสบ

ผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติ หรือมีอาการตับอักเสบ
ผู้ที่มีประวัติโรคตับ
ก่อนการแต่งงาน
ผู้ป่วยไตวายหรือจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิต้านทานหรือยาเคมีบำบัด
ผู้ป่วยตับแข็ง
นพ.ทวีศักดิ์ แทนวันดี
อายุรกรรมโรคทางเดินอาหาร


ที่มา : http://www.youtube.com/user/AIBizTH
ที่มา : http://www.thonburihospital.com/en/tip_detail.asp?id=57

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

ตารางบริการ

แจ้งการให้บริการประจำเดือน เมษายน 2555


17  เมษายน 2555
รับวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็ก
เวลา 08.30 - 12.00 น.
----------------------------------------
24 เมษายน  2555  ตรวจคัดกรองเบาหวาน หมู่ 7 , 13

20 เมษายน 2555   ตรวจคัดกรองเบาหวาน หมู่ 6 , 18

----------------------------------------
3  เมษายน 2555

 ออกหน่วยทันตฯ   ถอนฟัน /  ขูดหินปูน
----------------------------------------

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เก็บภาพมาฝากหลังเยี่ยมบ้าน



น้องนุ้ยออกเยี่ยมผู้ป่วยเตียง 3  พร้อมนักกายภาพ รพ.เพ็ญ







คุณแม่เป็นเบาหวานต้องนวดเท้าทุกวันนะค่ะ 
 อย่างนี้ค่ะ



 หมอนวดแผนไทยออกงาน   
คุณตาต้องทำกายภาพบำบัดทุกวันนะค่ะ










บริการระบบสารสนเทศน์  กับประชาชน
ทำได้งัยเนี๊ยผู้พิการ  ใช้ระบบIT  อาจารย์พ่อยังอาย



มาฟังวิธีทำกายภาพบำบัดกันเถอะ